ตามรอยเส้นทางธรรม
January 13th, 2010 |
พออายุ ๑๕ ปี ก็เลยปรึกษาลาโยมพ่อโยมแม่ไปบวชบรรพชาเป็นสามเณรเลย ก่อนที่เราจะบวช เราก็ได้นุ่งขาวห่มขาวอยู่ที่วัดป่าดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี โดยหลวงปู่สมบูรณ์ ขันติโก เป็นผู้บวชผ้าขาวให้ ช่วงนั้นจิตปีติมาก จิตโล่งเบามาก ไม่มีอันอื่นใดนอกจากความสงบระงับ ความนิ่งเย็นเย็นภายใน ซึ่งไปทางโลกไม่ได้แล้ว ปฏิเสธทางโลกหมด อะไรที่เป็นโลกๆนี่ ปฏิเสธหมดในขณะนั้น ความรู้ที่เรียนมา อะไรก็คิดเป็นสมมุติไปหมด ไม่ใช่ของตัวของตนเลย ในตอนนั้นนะ ไม่มีอะไรที่น่าอาลัยใยดีเลยแม้แต่น้อย ตัดสินใจแล้วว่า เราอยู่ทางโลกไม่ได้แล้ว ก็เลยลาบวช
พอดีช่วงนั้น หลวงปู่สมบูรณ์ ขันติโก ท่านก็ได้ไปจำพรรษาอยู่ที่อำเภอชานุมาน กับเจ้าคณะอำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ ก็พอดีมีลูกศิษย์หลวงปู่จ่อย หลวงปู่สมบูรณ์ ขันติโก นั่นแหละ ได้พาผ้าขาวน้อยไปบรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดภูเขาแก้ว อำเภอพิบูลมังสาหาร โดยท่านหลวงปู่โชติ อาภคฺโค เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยได้บรรพชาเป็นสามเณรในวันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๓๗ พอบรรพชาเสร็จแล้วก็ได้กลับมาอยู่ที่วัดป่าดอนธาตุระยะหนึ่ง พอสิ้นพรรษาหลวงปู่สมบูรณ์ ขันติโก ท่านกลับมาจากอำเภอชานุมาน เราก็ได้รับการอบรมธรรมะจากพระเดชพระคุณท่านหลายอย่างนานัปการ จากนั้นก็ได้ลาหลวงปู่ท่านเดินทางจาริกธุดงค์ ท่านก็ได้อนุญาตให้ไป จึงได้เดินทางออกจากวัดป่าดอนธาตุ โดยได้นั่งเรือมาขึ้นที่ท่าวัดสว่างอัมพวัน ขึ้นไปกราบหลวงพ่ออ่าง (ท่านญาคูอ่าง) เจ้าคณะตำบลวัดบ้านทรายมูล ซึ่งเป็นวัดที่เราเคยจำศีลภาวนาตั้งแต่ยังเด็กจนถึงปัจจุบันในครั้งนั้น ก็ได้ไปลาท่าน ท่านก็ให้พร
หลังจากนั้นก็ได้เดินจาริกตามริมแม่น้ำมูลไปเรื่อยๆ ค่ำที่ไหนก็นอนที่นั่น ช่วงนั้นก็มีพระรูปหนึ่งติดตามไปด้วยชื่อ พระกัณหา ปัจจุบันนี้ท่านเสียชีวิตแล้ว ซึ่งพระกัณหานี่สนิทกันมากในขณะนั้น เราเป็นสามเณรท่านก็เป็นพระภิกษุมีความศรัทธาด้วยกัน พอไปลาหลวงพ่ออ่าง ท่านก็เลยอาสาติดตามไปด้วย ก็เดินทางจากแม่น้ำมูลฝั่งวัดสว่างอัมพวันไปเรื่อยๆ จนถึงอำเภอโขงเจียม ก็ขึ้นไปปักกลดอยู่ถ้ำภูตึก บ้านคุ้มปากมูล อำเภอโขงเจียม ช่วงนั้นไปอยู่ข้างบนถ้ำ มีทั้งงูเหลือมทั้งอะไรเยอะแยะไปหมด ตามร่องเขา ตามที่ต่างๆ เวลาเรานั่งภาวนา งูเหลือมก็มาวิ่งพาดขา เลื้อยพาดขา พาดตักไป บางคืนเรานอนอยู่มันก็ขึ้นมาขดอยู่บนหน้าอกหนักมาก แต่จิตไม่มีการวิตกกังวลหรือกลัวอันใดเลยนะ เพราะว่าเรามุ่งสละตายแล้ว ชีวิตนี้บูชาคุณพระพุทธเจ้าแล้ว
ในครั้งสมัยเป็นสามเณร พระพุทธเจ้าเป็นใหญ่ที่สุด พระธรรมเป็นใหญ่ที่สุด พระอริยสงฆ์เป็นใหญ่ที่สุด ตอนนั้นคิดแต่ว่าเราทำให้ถึงพระพุทธเจ้า ทำให้ถึงพระธรรม ทำให้ถึงซึ่งความเป็นพระอริยสงฆ์ ความกลัวทั้งหลายจึงไม่มี เพราะความศรัทธามาก ความเด็ดเดี่ยว ความแจ่มแจ้งในใจในพระพุทธเจ้า ในพระธรรม ในพระอริยสงฆ์นี้มันเด่นชัดมาก แม้ว่าจะมีงูเหลือมใหญ่สักปานใดมาพาด เราก็ไม่สะทกสะท้านแล้ว ไม่วิตกกังวลแล้ว แต่พระกัณหานี่กลัวมาก กลัวจนร้องไห้บอกว่า “เณร หลวงพี่อยู่ไม่ได้แล้ว หลวงพี่จะกลับ” “อ้าว! จะกลับได้ยังไง มาด้วยกันแล้ว ท่านจะกลับได้ยังไง” ท่านก็บอกว่า “อยู่ไม่ได้แล้วกลัว บางคืนก็คล้ายๆ กับมีอะไรระเบิดอยู่ในถ้ำ บางทีก็มีกระต่ายตัวเบ้อเริ่มเท่ารถตู้นี่ เท่าควายนี่ กระโดดไปมา บางคืนก็เห็นกบเคี้ยวก้อนหิน กินก้อนหินให้ดู บางคืนเห็นคนเดินมาแล้วก็แขนหลุด ขาหลุด หัวหลุด บางคืนก็มีคล้ายกับทหารจะเอามีดมาฟันในขณะนั่งภาวนา” ท่านก็กลัวมาก เราก็พยายามบอกว่า “หลวงพี่ไม่ต้องกลัวนะ เขามาทดสอบวาระจิตเราเฉยๆ ไม่เป็นไรท่านอย่ากลับเลย อยู่เป็นเพื่อนกันก่อน ผมรู้นะ ถ้าท่านกลับไปนี่ ท่านจะอายุสั้น ท่านไปกับผมก่อนได้ไหม” พระกัณหาก็ไม่ฟัง เช้ามาท่านก็เลยเดินทางกลับ จากกันที่ภูตึก

