ตามรอยเส้นทางธรรม
January 13th, 2010 |
จากนั้น ก็เดินต่อไป บริเวณนั้นล่ะ จนที่สุดแล้วก็ป่วยเป็นไข้ หลังจากนั้นมาได้ ๗ วัน ป่วย นึกว่าจะเป็นเพราะพิษงูก็ไม่ใช่ ป่วยเป็นไข้ป่า ลุกก็ลุกลำบาก เราก็อยากไปหาหมอ เพราะว่าถ้าเดินออกมาถึงถนนลาดยางก็ไม่ไกลเท่าไร ประมาณ ๑ – ๒ กิโลเมตร ช่วงนั้นใช้ไม้เท้างิ้วดำพยุงธาตุขันธ์เดินลัดป่าออกมาเรื่อยๆ พอมาถึงข้างทางก็ใช้มือกวักเรียกรถจอด เพราะอยากไปหาหมอ เพราะรู้อยู่ภายในว่า ยังไม่ถึงเวลาที่เราจะไป แต่ว่ารถคันไหนก็ไม่ยอมจอด ผ่านไป ๑๕ คัน ก็ไม่จอด หลังจากนั้นก็เป็นลมสลบอยู่ข้างถนนลาดยาง (ทางดำ) นั้นแหละ คางฟาดพื้น
พอรู้สึกฟื้นขึ้นมา เพราะว่ามดที่อยู่ข้างทางเป็นมดดินนะ มากัดเต็มปาก เต็มจมูกไปหมด เต็มหน้า กัดเต็มหมดเลย หน้านี้บวมหมดเลย พอรู้สึกตัวขึ้นมาพิษไข้นี่หาย อ้าว! มดพวกนี้มากัดแล้วพิษไข้หายเลยอัศจรรย์มาก เราก็ปัดออกเบาๆ เรียบร้อยแล้วก็เดินทางกลับที่ปักกลด พอกลับถึงที่ปักกลด เรี่ยวแรงไม่รู้มาจากไหนเหมือนกับเราไม่ป่วยเลย แต่ก็อาฆาตรถที่ไม่จอดรับคิดอยู่ว่า “ถ้ากูออกจากป่าไป ขอให้กูอย่าได้เรียกรถคนขับแบบนี้” พูดอย่างนี้เลยนะ ตามความคิดของเณรน้อยในขณะนั้นที่รู้สึกโกรธนิดๆ จากนั้นก็กลับเข้าไปที่พัก ยังคิดถึงเรื่องรถไม่ยอมจอดรับอยู่เรื่อยๆ ตั้งใจไว้ว่า ถ้าเราออกจากป่า ออกจากการธุดงค์เมื่อใด ก็ขอให้ได้มียานพาหนะใช้สอยไม่ต้องเรียกรถใคร ก็เป็นเรื่องจริงนะ พอออกจากป่ามาก็มีคนเอารถมาให้ใช้อัศจรรย์มากเลย เป็นอย่างนั้นเลย
พอกลับเข้าไปที่พักก็ค่ำได้ประมาณเวลาสัก ๖ ทุ่ม ก็มีโยมเดินเข้าไปหาไปกราบเยอะมากเลย โยมแต่ละคนแต่งชุดขาวหน้าตาสดใสมาก ก็ไปกราบ พอกราบ มองตาแล้วไม่มีตาดำ สว่างเหมือนกับแสงเทียน ก็รู้ว่าเป็นวิญญาณ เป็นบังบด รุกขเทวดา เทวดามาร่วมกัน ก็เลยถามว่า “เจ้ามาจากไหนละ” “ข้าพเจ้าอยู่แถวนี้แหละพระคุณเจ้า เมื่อกลางวันเห็นพระคุณเจ้าอาพาธหนัก และก็เกิดสลบไปข้างถนนของคนทั้งหลายนั้น พวกข้าพเจ้าก็เลยได้ช่วยพระคุณเจ้าไว้ จำได้หรือไม่” “อ้าว! จำได้ยังไง มีแต่มดกัด ใครไปช่วย” “นั่นแหละข้าพเจ้าทั้งหลายจำแลงกายเป็นมดน้อย ไปช่วยพระคุณเจ้าให้พ้นจากโรคภัยที่ปรากฏอยู่ ขอบารมีที่ข้าพเจ้ามีแด่พระคุณเจ้าจงบังเกิดด้วยเถิด” ก็เลยให้พร จากนั้นเขาก็ขอฟังธรรมะ ก็เลยให้ธรรมะพอสังเขปในการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในทางปฏิบัติ ด้วยการกำหนดรู้ในสติทั้งหลาย รู้ในความเป็นจริงของการเกิดแล้ว เขาก็เปิดความปีติชื่นชมเป็นอย่างมาก ฉัพพรรณรังสี ของเทวดาเหล่านั้นก็สว่างไสวปรากฏเด่นชัดขึ้น จากนั้นเขาก็ได้กราบลาเราไป โดยที่ค่อยๆ จางหายไปเรื่อยๆ พออยู่ที่นั้นได้ ๒ – ๓ วัน เราก็ได้เก็บกลด แล้วก็ลาจากที่นั้น
เดินจาริกต่อไปถึงบ้านช้างค้อน้อย ก็ไปอยู่บนยอดเขาอีก ๓ วัน จากนั้นก็เดินธุดงค์จากบ้านช้างค้อน้อย ลงมาอำเภอเขาวงบ้าง ขึ้นเขาบ้าง ไปถึงอำเภอเต่างอยโน้นแหละ ก็ไปอยู่ถ้ำช้างสีอยู่หลายเดือนพอสมควร พอไปอยู่ถ้ำช้างสีก็นิมิตเห็นเทวดาไปหาไปในอากาศ เหาะไปเลย ลอยไปในอากาศ กำลังนั่งภาวนาอยู่ปากถ้ำเวลาดึกสงัด นิมิตเห็นแล้วก็นึกว่า เอ๊ะ! มันเป็นนิมิตจริงหรือปลอมกันแน่ ลืมตาขึ้นก็เห็นอีก อ้าว! ของจริงนี่ “ มาจากไหนละ” “มาจากอีสานตอนล่าง จังหวัดศรีสะเกษพระคุณเจ้า มาขออาราธนานิมนต์พระคุณเจ้าไปโปรดสัตว์ทางโน้นหน่อย ให้พระพุทธศาสนาเป็นปึกแผ่น เป็นแก่นสารด้วยพระคุณเจ้า เหล่าข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นแสงสว่างไสวไปถึงโน้นจึงได้ติดตามมา ขออาราธนานิมนต์ด้วยเถิด” แล้วเราก็พิจารณาดู จึงเห็นตามความเป็นจริงว่าสมควรที่จะไปแล้ว
ที่จริงเรารู้ก่อนแล้วล่ะว่า ตรงจุดนี้เมื่อครั้งอดีตชาติ เราเคยเป็นพระอาจารย์ใหญ่ มีพระลูกศิษย์ ๒๐๐ – ๓๐๐ รูป ติดตามธุดงค์กันมาปักกลดอยู่ตรงนี้ สมัยนั้นมันเป็นป่าดงรกชัฏมาก ในการระลึกชาติเห็นตรงนี้นะ เราไม่ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ แต่ก็เป็นผู้รู้อยู่ในระดับหนึ่งที่สามารถสั่งสอนลูกศิษย์ลูกหาให้ได้บรรลุ ธรรมชั้นสูงมากมาย ตอนนี้ก็รู้ว่า ตรงนี้เป็นที่ดั้งเดิม ถึงเวลาแล้ว ที่จะโคจรกลับไปที่นั่น เป็นวงเวียนชีวิต เป็นกงจักรหมุนรอบไปที่เดิม เป็นล้อเกวียนแห่งชีวิตของการเวียนว่ายตายเกิด แม้ว่าที่ใด เราเคยไปนั่น เราก็จักไปอีก เพราะการเวียนว่ายตายเกิดพาให้ไปในสิ่งเดิมๆ นั้น จึงได้รับนิมนต์จากเทวดาทั้งหลายที่ได้ไปนิมนต์จากถ้ำช้างสี
ก็มีประวัติการบำเพ็ญภาวนาหลายๆ อย่างที่ยังไม่กล่าวอีกมากมาย พออยู่ที่ถ้ำช้างสีได้ประมาณ ๗ วัน ก็ได้จากถ้ำช้างสีเดินธุดงค์มาเรื่อยๆ เกือบเดือนถึงฝั่งแม่น้ำมูล อำเภอราษีไศล ก็มาพักค้างอยู่นั่นคืนหนึ่ง ธรรมดาถ้าเช้าก็จะออกเดินบิณฑบาต แต่ว่าวันนั้นไม่ออกเดินบิณฑบาต เก็บกลดเก็บบาตรแล้วก็เดินทางต่อจากฝั่งแม่น้ำมูล อำเภอราษีไศลมาถึงบ้านผักขะ ปากห้วยสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ก็ได้พักอยู่ที่นั้น ๗ เดือน บำเพ็ญภาวนา โดยมีอยู่ช่วงหนึ่งเป็นวันโกนก็ได้ปลงผมเอง เพื่อให้เกิดความแน่ใจในนิมิตจึงได้ตั้งอธิษฐานหลังจากปลงผมเสร็จว่า ถ้าหากว่าเราจะได้พำนักถาวรอยู่ที่ จังหวัดศรีสะเกษ ก็ขอให้เส้นผมจงลอยทวนน้ำ เสร็จแล้วก็วางเส้นผมลงบนผิวน้ำแม่น้ำมูล ปากห้วยสำราญ ปรากฏว่าเส้นผมวิ่งทวนน้ำที่กำลังไหลขึ้นไปเลย เป็นที่น่าอัศจรรย์มาก

