ตามรอยเส้นทางธรรม
January 13th, 2010 |ในขณะจงกรมอยู่นั้นร่างกายก็เดินอยู่นะ แต่ว่าพอรับอาราธนาแล้วนี่ มีอีกตัวหนึ่งลอยออกจากร่างกายใสมากเลย และก็มองลงมาเห็นวัดเห็นอะไรหมดนะ มองเห็นคนส่องกบ มองเห็นหมดเลยแถวนี้ ลอยขึ้นไปก็ไปนั่งอยู่บนธรรมาสน์ของเกวียนเล่มนั้น ตัวก็ใหญ่ขึ้น ใหญ่พอๆ กับพระอินทร์ ตัวใหญ่ขึ้น ก็นั่งบนธรรมาสน์ พระอินทร์ท่านก็ได้นิมนต์ จากนั้นเกวียนก็วิ่งหายไปในอากาศ ในระหว่างที่เรามองดูเนื้อหนังเอ็นกระดูก มันกำลังเดินอยู่ในทางจงกรม ก็ดูอยู่ มันก็ยังเดินไปเดินมา เอ๊ะ! นี่หนอธรรมชาติของโลก นั่งมองเห็นหมด หายไปในอากาศ ในระหว่างที่นั่งไปก็มองเห็นความเป็นจริงของวิญญาณทั้งหลาย เห็นเปรต เห็นอสุรกาย พวกที่อยู่ในอบายภูมิ เรามองลงมาเห็นหมด มองลงมาเห็นในอากาศ แม้แต่วิญญาณที่มีความสุขบ้าง วิญญาณที่มีความทุกขเวทนาบ้าง กรรมหนัก กรรมเบา เห็นไปหมด มองเห็นปะปนกันเต็มไปหมด ที่แท้วิญญาณดีหรือไม่ดีก็อยู่ในอากาศ หนาแน่นเต็มไปหมด นรกก็อยู่อากาศ สวรรค์ก็อยู่ในอากาศ แต่เขามองไม่เห็นกัน บุญก็มองเห็นบุญ บาปกันก็มองเห็นบาป แต่เรามองเห็นโลกทั้งหมดเลย ทั้งโลก สวรรค์ นรก มนุษย์ อบายภูมิ อสุรกาย เห็นหมดเลย โอ้ย!..น่าสลดสังเวชมาก ก็เห็นเปรตลอยไปในอากาศเหมือนกับกระดาษที่บางๆ ลอยเคว้งคว้างไปมา แล้วก็มีฝนที่เป็นน้ำทองแดงบ้าง น้ำเหล็กแดงตกลงมาถูก แล้วก็ร้องโอดครวญทนทุกข์ทรมาน
ท้าวสักกเทวราชก็บอกว่า “พระคุณเจ้าผู้เจริญ นั่นแหละคือความเป็นจริงแห่งบาปกรรมอันไม่ดีที่เขาทำมา เขาจึงได้มาเสวยอย่างนั้น” พอมองอีกฝั่งหนึ่งก็มองเห็นเทวดากำลังนั่งสงบ นั่งขัดสมาธิ พนมมือ มีสายบัวผุดออกมาสว่างไสว ยิ้มแย้มด้วยความสุขปีตินิดๆ ไม่ยิ้มมากเกินไป ดูแล้วก็น่าชื่นชมยินดีเป็นอย่างมาก สว่างสดใส มีบริวารมากมายเยอะแยะเฝ้าแวดล้อม สวยงามมาก พอหันไปอีกทางหนึ่งก็เห็นเปรตอสุรกายล่องลอยอยู่ในอากาศทนทุกข์ทรมาน ขณะนั้นเราจึงมองเห็นโลกสองมุม คือ มุมมืดและมุมสว่างแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ก็เลยกล่าวขออนุญาตท้าวสักกเทวราชว่า “ขอให้เราได้คุยกับเปรตตนนั้นได้ไหม” “ได้พระคุณเจ้า” นี่เป็นคืนที่เจ็ดนะ ที่อยู่ในป่าช้านี่ คืนที่เจ็ดเลยในป่าช้าบ้านยาง
จากนั้นราชรถทองคำนั้นก็หยุด เราก็เลยถามเปรตตนนั้นว่า “นี่เปรต วิญญาณนั้นมาใกล้ๆ เราได้ไหม” มันก็ลอยมาใกล้ๆ แล้วถามว่า “เธอเป็นอะไร ถึงต้องได้มาทนทุกข์ทรมานอยู่อย่างนี้ แต่ก่อนเธอทำอะไรไว้” “กราบพระคุณเจ้าผู้เจริญ ขอความเมตตาแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด ครั้งก่อนข้าพเจ้าเคยล่วงเกินพระอริยเจ้า เคยล่วงเกินด้วยกาย วาจา ใจ เคยประทุษร้ายด้วยกาย วาจา ใจ ต้องมาใช้กรรมที่ข้าพเจ้ากระทำแก่พระอริยเจ้าในครั้งนั้นมาหลายร้อยหลายพัน ชาติแล้ว ขอพระคุณเจ้าได้ช่วยเมตตาอนุเคราะห์ข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าเป็นทุกข์ทรมานมาก” เราก็เลยแผ่กระแสแห่งกุศลธรรมที่เรามีในจิตนี้ให้แก่วิญญาณของเปรตตนนั้นไป แค่นั้นแหละวิญญาณนั้น ก็หายไปจากที่นั่น กลับกลายเป็นแสงสว่างไสวกลมๆ นะ แล้วก็หายวูบไปในอากาศ ก็มีแต่เสียงดังสาธุการขึ้นมาในอากาศนั้นว่า “สาธุ สาธุ” “ขอกราบขอบพระคุณพระคุณเจ้าผู้เจริญที่ช่วยข้าพเจ้า ที่ได้เมตตาอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าในครั้งนี้” “ กรรมอันเกิดจากการล่วงเกินพระอริยเจ้า ก็ย่อมสงบด้วยการอโหสิกรรมแห่งพระอริยเจ้านั้นเหมือนกัน” พออโหสิกรรม กรรมนั้นก็หมดสิ้น ทำไมพระอริยเจ้าครั้งก่อนไม่อโหสิกรรม เพราะท่านไม่ได้สนใจในกรรมอันไม่ดีไม่งามเหล่านั้น ก็เลยเป็นสภาพกรรมที่เขาต้องชดใช้มาเป็นร้อยๆ ชาติ ซึ่งครั้งนั้นก็ทำให้เราได้ปลดปล่อยความทุกขเวทนา เพราะฟังเสียงนั้นก็ยังกล่าวย้ำมาว่า “ข้าพเจ้าเกิดมาในชาติไหน ขอบำเพ็ญตามทางของพระอริยเจ้า จะไม่ล่วงเกินพระอริยเจ้าอีกต่อไป”
จากนั้นมหาราชองค์อินทร์ท่านก็พาเราเดินทางต่อไปอีกไกลมาก ก็มองเห็นความเป็นจริงของโลกทั้งหลายที่เวียนว่ายตายเกิด มองเห็นนรก เห็นสวรรค์ เห็นมนุษย์ เห็นภาพของตัวเราด้วยนะ นั่นเราก็เคยเกิดมารับใช้กรรมตรงนั้นเหมือนกัน ก็มองเห็น “นั่นครั้งนั้นเราเกิดเป็นอย่างนั้นใช่ไหมมหาราช” “ใช่แล้วพระคุณเจ้า พระคุณเจ้าครั้งนั้นก็เคยชดใช้กรรมที่นี่เหมือนกัน นั่นล่ะคือพระคุณเจ้า” เราก็มองเห็นเรา โอ้ย!…ทนทุกข์ทรมานมาก พอมองอีกฝั่งหนึ่งมองเห็นสวรรค์ เห็นทิพยสมบัติ ปราสาทเงิน ปราสาททอง ปราสาทเพชรพลอย เครื่องประดับต่างๆ อะร้าอร่ามสวยงามวิจิตรพิสดารมาก มีพระเจดีย์แวดล้อมเจ็ดร้อยยอด ตรงที่เราเคยอยู่นั้น พอมองอีกทางหนึ่ง ก็กำลังนั่งรับทุกขเวทนาจากกรรมอันเป็นอกุศลแต่ครั้งอดีตหลายร้อยหลายพัน ชาติมาแล้ว เราก็เลยปลงสังเวช ณ ที่นั้น แล้วก็ผ่านไป จากนั้นก็จะมีแต่สิ่งที่เป็นทิพยสมบัติทั้งหมด พ้นจากที่มีดวงวิญญาณหนาแน่น ก็เข้าสู่ที่มีวิญญาณเบาบางแล้ว
พอไปถึงต้นไม้ต้นหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นไม้ถ้าในโลกมนุษย์ก็เป็นต้นทองหลางนะ มันเหมือนกับต้นทองหลางเลย แต่ที่นั้นเรียกว่า ต้นบัลลังก์พระอินทร์ ราชรถก็จอดที่นั้นเสีย ท่านก็ได้อาราธนานิมนต์เราลงจากรถนั้น พอเพียงคิดว่าเราจะลง เราก็ลงมายืนเลย จากนั้นเขาก็นิมนต์ให้ขึ้นมาธรรมาสน์ สักพักหนึ่งร่มต้นทองหลางก็สว่างไสวขึ้น เทวดาเต็มไปหมดเลยเป็นล้านๆ องค์นะที่มา ยกมือวันทา อภิวาท กล่าวนมัสการเสร็จแล้วก็อาราธนาศีล อาราธนาธรรม ได้รับอาราธนาแสดงธรรม ให้เหล่าเทวดาเหล่านั้นฟังอยู่พอสังเขป ก็พูดถึงความเป็นจริงทั้งหลายที่ปรากฏเกิดขึ้น
จากนั้นเทวดาทั้งหลายก็นิมนต์ไปเดินดู ไปดูที่ที่เราเคยเกิดในครั้งนั้น ก็มีทิพยสมบัติ และไปพบเห็นภาพเดิมเป็นรูปเราเลยละ เหมือนกับเรานั่งอยู่นั่นแหละ วิมานนี้ใหญ่มาก ต้นเสาเท่ารถทัวร์ ไปอีกเรื่อยๆ จากนั้นก็เดินขึ้นบันไดแก้ว เดินขึ้นไปไกลมาก พอเดินไปบันไดก็หายไปด้วย อ้าว!…มองหันหลังกลับมาไม่มีบันไดให้เดินลง ก็เดินไปขึ้นไปอีกสูงมาก ก็ไปเห็นที่เราเคยอยู่อีก บางที่ก็มีรูป บางที่ก็ไม่มีรูป มีแต่เสียง ได้ยินแต่เสียงสวดมนต์ เสียงถามเราว่า “พระคุณเจ้ากลับมาแล้วๆ” เสียงเรียกกัน บางที่ก็มีเสียงแตร เสียงสังข์ ดังกึกก้องว่า “พระคุณเจ้ากลับมาแล้วๆ พวกเราทั้งหลายไปรับพระคุณเจ้าเร็ว” แต่เรามองไม่เห็น บางที่ก็เป็นรูปให้เห็นสวยวิจิตรพิสดาร เดินขึ้นไปอยู่ประมาณ ๗ – ๘ ชั้นนี่ละ พอ ๗ – ๘ ชั้นก็ได้ยินเสียงไก่ขัน อ้าว!…ข้างบนนี่มีไก่ด้วยเหรอ? พอได้ยินเสียงไก่ขันเราก็สงสัยว่า เอ๊!…เสียงไก่มาจากไหน มองหาก็ไม่เห็นมัน มีแต่ความสว่างไสวโล่งไปหมด มีแต่เสียงเทวดาแซ่ซ้องดีใจที่เราไปเยี่ยม บอกว่าครั้งหนึ่งเคยรับใช้ เคยเป็นบริวารมาก่อน พอเห็นเจ้านายมาก็ดีใจกันยกใหญ่ พอได้ยินเสียงไก่ขัน ไม่มีไก่ อ้าว!…เสียงไก่มาจากไหน เราก็เลยหันหลังกลับ พักหนึ่งเหมือนกับหน้ามืดแล้วก็ล้มตึงหงายหลังลงมา ปลิวลงมาเลย เหมือนกับตกจากที่สูง ตกหน้าผาเลย หวิวๆๆ มา อ้าว!…พอมา สติเราแน่นหนาดีมาก จิตละเอียดสะอาดผ่องแผ้วมาก ปลิวว่อนๆ ลงมา กายเบาลงมาเรื่อยๆ นานพอสมควรอยู่ พักหนึ่งก็มาหยุดอยู่เหนือป่านี่ สูงจากยอดไม้ขึ้นไปประมาณ ๗ – ๘ วา หยุดพรึบในท่าอิริยาบถนอน เงยหน้าขึ้นนะแวบหนึ่ง ร่างที่มันใส…ผ่องแผ้วนี้มันก็โอนเอนขึ้นตั้งขึ้นอย่างนี้ มาลักษณะนอนอย่างนี้ และก็ตั้งขึ้นอย่างนี้แล้วก็ค่อยๆ ลงมาสวมเข้าร่างเดิม พรึบ! สว่างพอดี ที่เสียงไก่ขันคือไก่ในวัดนี้ ไก่บนต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ มันขันแล้วก็ดังไปถึงโน้นเลยนะ เหมือนกับเรียกเรามา เอ้กอีเอ้ก!… พอไก่ขันได้ยินเสียงมองหาไม่เห็น แล้วก็หงายงึบลงเลย หงายหลังลงมาเลย อ้าว!…ลงมาถึงเหนือป่าช้า ๗ วา กายนี้ก็ค่อยๆ ลงเรื่อยๆ
ตอนที่บำเพ็ญได้ผลครั้งแรกนี่ ตอนอายุยังเป็นเด็กอยู่นะ อายุประมาณ ๘ – ๙ ปีนี่ละ ตอนนั้นถอดกายทิพย์ได้เป็นสีเขียว แต่พอเราบำเพ็ญจนถึงที่สุดแห่งกองทุกข์แล้วนี่มันจะใส แต่มันเป็นสมมุตินะ อย่าไปยึดติดมัน ไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่ของเขา เมื่อเราดับธาตุขันธ์แล้ว สิ่งนั้นก็ดับเหมือนกันไม่เหลือ เป็นเพียงแค่เครื่องอาศัยเป็นกายละเอียดแค่นั้นเอง นี่คือกายหยาบ นั่นคือกายละเอียด คราวนี้ลงมาพรึบ ลืมตาปุ๊บปั๊บขึ้น อ้าว!…ไก่มันก็ยังขันไม่หยุด สว่างพอดี เสียงไก่ตัวนี้ละ มันดังขึ้นไปถึงโน้นเลย มันสื่อเพราะธาตุขันธ์ตัวนี้ก็ยังอาศัยอยู่ ความจริงมีหลายชั้น ๑๗ – ๑๘ ชั้น นี่ขึ้นไปได้แค่ ๗ – ๘ ชั้น พอสว่างร่วงเลย ลงมาหวิวๆ ลงมา อ้าว!…แปลกไม่มีใครมาส่งเลย ไม่มีนะ ไม่มีโม้เลย พอเช้ามาก็มีเถ้าแก่หารและพัฒนากรเข้ามากราบที่ในป่านี้ เราก็เล่าให้ฟังเลยว่าอัศจรรย์มากเมื่อคืนนะ มหาราชองค์อินทร์มานิมนต์ไปดูสวรรค์ ไปดูที่ที่เราเคยเสวย และก็เห็นหมดเลย นรก เห็นเปรต อสุรกายทั่วฟ้าทั่วแผ่นดิน เห็นตำหนักหลายอย่าง อัศจรรย์มาก นั้นเป็นคืนที่เจ็ดที่อยู่ในป่าช้านี้

