ตามรอยเส้นทางธรรม
January 13th, 2010 |จากนั้นเราก็ได้ถึงเวลาญัตติเป็นพระภิกษุ ตอนนั้นยังเป็นเณรอยู่ ก็ได้บอกชาวบ้าน บิดามารดาทางบ้านก็เตรียมการกัน คณะศิษยานุศิษย์ที่อุปถัมภ์มาตั้งแต่เป็นเณร ก็ได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพญัตติอุปสมบทเป็นพระภิกษุให้โดยไม่ได้ทำการลาสิกขา จากสามเณร คือ ไปญัตติเป็นพระที่วัดป่าดอนธาตุ โดยท่านพระครูพิพัฒน์สังฆกร เจ้าคณะอำเภอพิบูลมังสาหาร และก็มีพระภิกษุร่วมในพิธีเยอะมาก ญาติโยมติดตามไปเยอะมากเลย แต่นัยน์ตาของเราขณะที่เดินขึ้นวัดป่าดอนธาตุในวันที่ไปญัตตินี่ เห็นซุ้มประตูแก้ว เพราะว่าวัดป่าดอนธาตุนี้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์เยอะมาก สิ่งลี้ลับเยอะมาก แล้วก็เห็นเทพเทวดานี้เปิดประตูแก้ว ซุ้มประตูแก้วให้ เราก็พาสาธุชนเดินขึ้นไป สองข้างทางนี้มองเห็นเทวดา เห็นวิญญาณ เห็นรุกขเทวดา ภุมเทวดา เห็นบังบด เห็นพญานาค เห็นเยอะแยะเต็มไปหมด มาร่วมอนุโมทนาสาธุการในวันญัตติเป็นพระ สองข้างทางที่เดินไปจะมีดอกไม้ทิพย์โปรยลงมาหอมกระจายไปทั่วนะ “ทำไมถึงรู้ว่าเราจะมาญัตติเล่า” ตอนที่เดินไปนั้นกำหนดจิตถามนะ “เหล่า ข้าพเจ้าทั้งหลายรู้ด้วยกลิ่นของพระคุณเจ้า รู้ด้วยกลิ่นแห่งศีลบริสุทธิ์ รู้ด้วยความบริสุทธิ์ของพระคุณเจ้า ญาณทิพย์ของพระคุณเจ้าเด่นชัดมาก่อนนั้นแล้ว จึงเตรียมการไว้แล้ว ตั้งแต่นานเนิ่นว่างั้นเถอะ เรารู้ก่อนแล้วตั้งแต่พระคุณเจ้ายังเป็นเด็ก ” เขารู้ก่อนหมดเลยว่างั้น
พอขึ้นไปถึงโบสถ์ ก็ได้เข้าพิธีญัตติเป็นพระภิกษุครบอายุ ๒๐ พอดี ๒๐ ปีนับจากครรภ์นะ พอญัตติอุปสมบทเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เดินทางลาพระอุปัชฌาย์ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ กลับมายังวัดป่าขันติธรรม คือที่ที่เราอยู่ปัจจุบันนี้ แม้ว่าผลการปฏิบัติเรามันจะมีมากเพียงใดก็ตาม แต่การบำเพ็ญภาวนาเรายังคงที่เหมือนเดิม โดยมีการเดินจงกรม นั่งสมาธิ ยืนทำสมาธิ นอนทำสมาธิเหมือนเดิม ความเพียรไม่เปลี่ยนแปลง เราก็ทำอย่างของเราเรื่อยๆ ตามปฏิปทา จากนั้นก็มีศรัทธาญาติโยมเข้ามาเรื่อยๆ ก็มีพระเณร มีญาติโยมเข้ามาฟังธรรมะ แต่ทุกวันพระนี่ มหาราชองค์อินทร์จะมาฟังธรรม ถ้าเราอยู่ด้วยภารกิจของการให้ธรรมะก็จะมา ที่ท่านมาเวลาโลกเราก็ประมาณตี ๑ ตี ๒ ถึงตี ๓ เทวดาสว่างไสวเต็มไปหมดในอากาศ เต็มไปหมดเลยมารับฟังธรรมะ
พออยู่มาระยะหนึ่งก็มีศรัทธาญาติโยมมาช่วยสร้างวัตถุถาวร เช่น สร้างเสนาสนะให้พออยู่พออาศัย ศรัทธาญาติโยมเข้ามาเรื่อยๆ แต่ว่าที่ตรงนี้ก็ถือว่า มีความหมายมีความสำคัญมาก ครั้งหนึ่งในภพหนึ่งเราก็เคยธุดงค์มาที่นี่ เคยมาอยู่ที่นี่ นั่นคืออดีตแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ปัจจุบันก็ถือว่าเป็นบ้าน หลังสุดท้ายที่เราอาศัยอยู่ชั่วครั้งชั่วคราวแค่นั้น เมื่อได้จากบ้านหลังสุดท้ายนี้ไปแล้ว คงไม่มีบ้านหลังสุดท้ายที่ไหนที่เราจะอยู่อีกต่อไป คงจบกันแค่นั้น ไม่มีแดนอาศัยซึ่งบ้านเกิดอีกต่อไป ไม่มีบ้านตายอีกต่อไปในภายภาคหน้า
นี่ก็คือความเป็นมาโดยสังเขปที่ให้ไว้ ให้ลูกหลาน ให้ญาติโยม พระเณรในภายภาคหน้าได้ศึกษา แต่ก็มีเยอะแยะมากมาย ประสบการณ์แต่ละครั้งแต่ละคืนแต่ละวัน ณ เวลาที่เราบำเพ็ญมา เจออะไรๆ หลายๆ อย่าง ที่ยังไม่ได้เล่า สำหรับส่วนนี้เอาไว้แค่นี้ก่อน

